วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรคตาแดง


                                                               โรคตาแดง

                ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน โรคที่ตามมาก็มีมากมาย โรคตาแดงเป็นอีกโรคหนึ่งที่มักพบบ่อยในหน้านี้ วันนี้ทีมงาน PTC จึงได้นำความรู้และการดูแลตัวเองเกี่ยวกับโรคนี้มาฝากกันค่ะ เพราะตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ เชื่อว่าทุกคนคงอยากให้อยู่กับตัวเองไปนานๆ อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องดูแลเป็นพิเศษนะคะ


                โรคตาแดง หมายถึงเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักติดต่อกันได้ง่าย เชื้อที่ทำให้เกิดโรคตาแดงที่พบได้บ่อย ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย

โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส

               พบได้บ่อย มักมีการระบาดเป็นช่วงๆ ส่วนใหญ่เป็นในช่วงฤดูฝนติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นจะเห็นเป็นสีแดง มากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอักเสบ



การติดต่อง่ายมากโดย

1. การคลุกคลีใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ป่วยโรคตาแดง 

2. ใช้เสื้อผ้า หรือสิ่งของร่วมกับผู้ป่วย 
3. ปล่อยให้ฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา
4. ปล่อยให้แมลงวี่ หรือแมลงวันตอมตา
5. ไม่รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะมือและใบหน้า

                หลังจากได้รับเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการภายใน 1-2 วันและเมื่อเกิดเป็นตาแดงขึ้น จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นนานถึง 2 สัปดาห์

อาการ

                ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการตาแดงอย่างเฉียบพลัน เคืองตามาก เคืองแสง เจ็บตาน้ำตาไหล ตาบวม มักไม่มีขี้ตาหรือมีขี้ตาเป็นเมือกใสๆ เล็กน้อย ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาจึงจะมีขี้ตามาก บางคนมีต่อมน้ำเหลืองหน้าใบหูโตและเจ็บ ผู้ที่เป็นตาแดง  มักเป็นกับตาข้างหนึ่งก่อน ต่อมาอีก 2-3 วัน อาจลุกลามเป็นกับตาอีกข้างหนึ่งได้ ระยะเวลาของโรคนี้จะเป็นนานประมาณ 10-14 วัน

โรคแทรกซ้อน


                หากมีอาการเคืองตามาก ลืมตาไม่ค่อยได้ มักมีอาการกระจกตาอักเสบแทรกซ้อนซึ่งจะดีขึ้นได้ประมาณ 3 สัปดาห์ หรือบางรายเป็น 1-2 เดือน ทำให้ตามัวพร่าอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ยาต้านไวรัสต่างๆ ที่มีอยู่ใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ ส่วนใหญ่จึงให้การรักษาตามอาการ เช่น


               • ให้ยาปฏิชีวนะหยอดตาและป้ายตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งมักจะเกิดตามมา หยอดยาเฉพาะตาข้างที่เป็น ไม่ควรหยอดตาข้างที่ยังไม่เป็นเพราะจะเป็นการแพร่เชื้อไปยังตาข้างนั้นและไม่ควรใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่น 

               • ถ้าตาอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหยอดลดอาการอักเสบ                   • รับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอลถ้ามีอาการเจ็บตาเคืองตา 
               • ถ้ามีขี้ตา ให้ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณเปลือกตาให้สะอาด ใส่แว่นกันแดด เพื่อลดอาการเคืองแสง ไม่ควรใช้ผ้าปิดตาเพราะจะยิ่งทำให้การติดเชื้อเป็นมากขึ้น งดใส่คอนแทคเลนส์จนกว่าจะหายอักเสบ พักผ่อนให้เต็มที่และพักการใช้สายตา

การป้องกัน


1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ

2. ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
3. ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
4. อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา
5. หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย
สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้าผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ให้สะอาดอยู่เสมอ ผู้ป่วยโรคตาแดงควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน รักษาตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้โรคตาแดงลุกลาม หรือติดต่อสู่คนอื่น

                    นอกจากนี้โรคตาแดงอีกประเภทหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ ถึงแม้ไม่ได้ระบาดตามฤดูกาลแต่ก็มักเกิดแทรกซ้อนตามมาหลังจากเป็นโรคตาแดงจากไวรัสได้เช่นกัน นั่นคือ

โรคตาแดงจากเชื้อแบคทีเรีย


                    มีการอักเสบของเยื่อบุตาเช่นเดียวกับเชื้อไวรัส ผู้ที่เป็นจะมีอาการตาแดง เคืองตา เจ็บตา มีขี้ตามากลักษณะข้นๆ แบบหนอง ตื่นนอนตอนเช้ามักมีขี้ตามากจนทำให้เปลือกตาติดกัน อาการมักไม่เฉียบพลันและรวดเร็วเท่าโรคตาแดงจากเชื้อไวรัส โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อจึงติดต่อไปยังผู้อื่นได้และพบว่าเป็นได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีการระบาดเป็นช่วงๆ
                    โรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตาและป้ายตาในช่วงแรก ถ้าเป็นมากแพทย์มักสั่งให้หยอดยาบ่อยๆ เช่น ทุก 1-2ชั่วโมง ถ้าอาการดีขึ้นแล้วให้หยอดยาห่างขึ้นเป็นหยอดทุก 4-6 ชั่วโมงส่วนยาขี้ผึ้งป้ายตามักให้ป้ายก่อนนอนเพื่อให้ได้รับยาต่อเนื่องไปตลอดทั้งคืนยาขี้ผึ้งป้ายตาถ้าใช้ในเวลากลางวันจะรบกวนการมองเห็น จึงไม่ค่อยสะดวกในการใช้ ยกเว้นในเด็กเล็ก หลังการใช้ยาอาการมักดีขึ้นภายใน 2-3 วัน และหายภายใน 1 สัปดาห์ การดูแลรักษาอื่นๆและการป้องกันให้ปฏิบัติในทำนองเดียวกับโรคตาแดงจากเชื้อไวรัส






                                                                                              เรียบเรียงโดย ภญ.พัชราภรณ์




เอกสารอ้างอิง

ข้อมูลเนื้อหาจาก

1. ศูนย์ข้อมมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค : http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_nih/a_nih_1_001c.asp?info_id=613
2.  http://www.chulalongkornhospital.go.th/chulahospital/index.php?option=com_content&task=view&id=41&Itemid=60

ข้อมูลภาพจาก

1. http://www.vcharkarn.com/varticle/41594
2. http://www.kaepe.net/?p=540
4. http://nkphc.igetweb.com/index.php?mo=3&art=367464
5. http://www.foodnetworksolution.com/vocab/wordcap/bacteria



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น