วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรคตาแดง


                                                               โรคตาแดง

                ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน โรคที่ตามมาก็มีมากมาย โรคตาแดงเป็นอีกโรคหนึ่งที่มักพบบ่อยในหน้านี้ วันนี้ทีมงาน PTC จึงได้นำความรู้และการดูแลตัวเองเกี่ยวกับโรคนี้มาฝากกันค่ะ เพราะตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ เชื่อว่าทุกคนคงอยากให้อยู่กับตัวเองไปนานๆ อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องดูแลเป็นพิเศษนะคะ


                โรคตาแดง หมายถึงเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักติดต่อกันได้ง่าย เชื้อที่ทำให้เกิดโรคตาแดงที่พบได้บ่อย ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย

โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส

               พบได้บ่อย มักมีการระบาดเป็นช่วงๆ ส่วนใหญ่เป็นในช่วงฤดูฝนติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นจะเห็นเป็นสีแดง มากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอักเสบ



การติดต่อง่ายมากโดย

1. การคลุกคลีใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ป่วยโรคตาแดง 

2. ใช้เสื้อผ้า หรือสิ่งของร่วมกับผู้ป่วย 
3. ปล่อยให้ฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา
4. ปล่อยให้แมลงวี่ หรือแมลงวันตอมตา
5. ไม่รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะมือและใบหน้า

                หลังจากได้รับเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการภายใน 1-2 วันและเมื่อเกิดเป็นตาแดงขึ้น จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นนานถึง 2 สัปดาห์

อาการ

                ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการตาแดงอย่างเฉียบพลัน เคืองตามาก เคืองแสง เจ็บตาน้ำตาไหล ตาบวม มักไม่มีขี้ตาหรือมีขี้ตาเป็นเมือกใสๆ เล็กน้อย ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาจึงจะมีขี้ตามาก บางคนมีต่อมน้ำเหลืองหน้าใบหูโตและเจ็บ ผู้ที่เป็นตาแดง  มักเป็นกับตาข้างหนึ่งก่อน ต่อมาอีก 2-3 วัน อาจลุกลามเป็นกับตาอีกข้างหนึ่งได้ ระยะเวลาของโรคนี้จะเป็นนานประมาณ 10-14 วัน

โรคแทรกซ้อน


                หากมีอาการเคืองตามาก ลืมตาไม่ค่อยได้ มักมีอาการกระจกตาอักเสบแทรกซ้อนซึ่งจะดีขึ้นได้ประมาณ 3 สัปดาห์ หรือบางรายเป็น 1-2 เดือน ทำให้ตามัวพร่าอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ยาต้านไวรัสต่างๆ ที่มีอยู่ใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ ส่วนใหญ่จึงให้การรักษาตามอาการ เช่น


               • ให้ยาปฏิชีวนะหยอดตาและป้ายตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งมักจะเกิดตามมา หยอดยาเฉพาะตาข้างที่เป็น ไม่ควรหยอดตาข้างที่ยังไม่เป็นเพราะจะเป็นการแพร่เชื้อไปยังตาข้างนั้นและไม่ควรใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่น 

               • ถ้าตาอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหยอดลดอาการอักเสบ                   • รับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตามอลถ้ามีอาการเจ็บตาเคืองตา 
               • ถ้ามีขี้ตา ให้ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณเปลือกตาให้สะอาด ใส่แว่นกันแดด เพื่อลดอาการเคืองแสง ไม่ควรใช้ผ้าปิดตาเพราะจะยิ่งทำให้การติดเชื้อเป็นมากขึ้น งดใส่คอนแทคเลนส์จนกว่าจะหายอักเสบ พักผ่อนให้เต็มที่และพักการใช้สายตา

การป้องกัน


1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ

2. ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
3. ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
4. อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา
5. หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย
สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้าผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ให้สะอาดอยู่เสมอ ผู้ป่วยโรคตาแดงควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน รักษาตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้โรคตาแดงลุกลาม หรือติดต่อสู่คนอื่น

                    นอกจากนี้โรคตาแดงอีกประเภทหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ ถึงแม้ไม่ได้ระบาดตามฤดูกาลแต่ก็มักเกิดแทรกซ้อนตามมาหลังจากเป็นโรคตาแดงจากไวรัสได้เช่นกัน นั่นคือ

โรคตาแดงจากเชื้อแบคทีเรีย


                    มีการอักเสบของเยื่อบุตาเช่นเดียวกับเชื้อไวรัส ผู้ที่เป็นจะมีอาการตาแดง เคืองตา เจ็บตา มีขี้ตามากลักษณะข้นๆ แบบหนอง ตื่นนอนตอนเช้ามักมีขี้ตามากจนทำให้เปลือกตาติดกัน อาการมักไม่เฉียบพลันและรวดเร็วเท่าโรคตาแดงจากเชื้อไวรัส โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อจึงติดต่อไปยังผู้อื่นได้และพบว่าเป็นได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีการระบาดเป็นช่วงๆ
                    โรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตาและป้ายตาในช่วงแรก ถ้าเป็นมากแพทย์มักสั่งให้หยอดยาบ่อยๆ เช่น ทุก 1-2ชั่วโมง ถ้าอาการดีขึ้นแล้วให้หยอดยาห่างขึ้นเป็นหยอดทุก 4-6 ชั่วโมงส่วนยาขี้ผึ้งป้ายตามักให้ป้ายก่อนนอนเพื่อให้ได้รับยาต่อเนื่องไปตลอดทั้งคืนยาขี้ผึ้งป้ายตาถ้าใช้ในเวลากลางวันจะรบกวนการมองเห็น จึงไม่ค่อยสะดวกในการใช้ ยกเว้นในเด็กเล็ก หลังการใช้ยาอาการมักดีขึ้นภายใน 2-3 วัน และหายภายใน 1 สัปดาห์ การดูแลรักษาอื่นๆและการป้องกันให้ปฏิบัติในทำนองเดียวกับโรคตาแดงจากเชื้อไวรัส






                                                                                              เรียบเรียงโดย ภญ.พัชราภรณ์




เอกสารอ้างอิง

ข้อมูลเนื้อหาจาก

1. ศูนย์ข้อมมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค : http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_nih/a_nih_1_001c.asp?info_id=613
2.  http://www.chulalongkornhospital.go.th/chulahospital/index.php?option=com_content&task=view&id=41&Itemid=60

ข้อมูลภาพจาก

1. http://www.vcharkarn.com/varticle/41594
2. http://www.kaepe.net/?p=540
4. http://nkphc.igetweb.com/index.php?mo=3&art=367464
5. http://www.foodnetworksolution.com/vocab/wordcap/bacteria



วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

โรคติดเชื้อที่พบได้บ่อย

      
โรคติดเชื้อที่พบได้บ่อย

          คราวก่อนเราได้ทราบถึงสถานการณ์เชื้อดื้อยากันไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูกันว่า โรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยๆ นั้นยังมียาตัวใดที่สามารถเลือกใช้ได้บ้าง


ระบบทางเดินปัสสาวะ

1. โรคท้องร่วง 

        แบคทีเรียก่อโรคที่สำคัญได้แก่ Nontyphoidal Salmonella ,Shigella spp. , Campylobacter jejuni พบว่าในปัจจุบัน เชื้อ Nontyphoidal Salmonella ,Shigella spp.มีความชุกของการดื้อยากลุ่ม Ampicillin และ Cotrimoxazole เพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีความไวค่อนข้างสูงกับ Fluoroquinolones ยากลุ่มนี้จึงถูกแนะนำให้เลือกใช้เป็นลำดับแรก แต่สำหรับ Campylobacter jejuni นั้นพบว่าดื้อต่อ Fluoroquinolones ไปแล้ว อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพบว่าเชื้อยังคงไวต่อ Azithromycin อยู่ ยาตัวนี้จึงถูกแนะนำเป็นลำดับแรก

2. โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
        
         ผู้ป่วยที่เกิดการติดเชื้อเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจากชุมชน ร้อยละ 85 เกิดจาก  Escherichia coli (E.Coli) แต่เดิม Cotrimoxazole ถูกแนะนำให้ใช้แต่เนื่องจากในปัจจุบันมีอัตราการดื้อสูง Quinolones จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวแรก อย่างไรก็ดี เริ่มพบว่าเชื้อมีการดื้อต่อยาดังกล่าวมากขึ้น (quinolones resistant E.coli : QREC) ดังนั้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงจะติดเชื้อ QREC คือ มีประวัติการใช้ยากลุ่ม Fluoroquinolones มาก่อน หรือมีประวัติการกลับเป็นซ้ำของโรค ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหลายครั้งต่อปี ควรเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ อาจพิจารณาใช้ยา กลุ่ม Oral Cephalosporin (Cefixime, Cefdinir ) , Amoxycillin/Clavulanic acid , nitrofurantoin หรือ Fosfomycin (ในรูปแบบรับประทาน) 
         ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย และมีแนวโน้มรุนแรง ควรเลือกใช้ยากลุ่มที่มีอัตราการดื้อยาต่ำกว่าพวก Fluoroquinolones เช่น Third generation cephalosporins (Ceftriaxone, Cefotaxime) หรือ Aminoglycosides (gentamicin , Amikacin)

3. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์

          โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เชื้อก่อโรคมีอัตราการดื้อยาค่อนข้างสูงในปัจจุบัน คือ โรคหนองในแท้ จากเชื้อ Neisseria gonorhoeae ในอดีต Penicillin เคยเป็นยาที่ใช้ได้ผลดี ต่อมาพบว่ามีการดื้อมาก จึงนำ Fluoroquinolones มาใช้เป็นยาหลักในการรักษา จนกระทั่งตอนนี้ เชื้อดื้อต่อยากลุ่มนี้สูงขึ้น จึงได้มีการแนะนำแนวทางใหม่ให้ใช้ยา Cefixime หรือ Ceftriaxone เป็นลำดับแรกในการรักษาโรคหนองในแท้ ในปัจจุบัน


ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง 

4. โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)

          โรคปอดอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท นั่นคือ โรคปอดอักเสบที่มีสาเหตุจากเชื้อในชุมชน และ  โรค ปอดอักเสบที่มีสาเหตุจากเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งการรักษานั้นแบ่งออกเป็นการรักษาเบื้องต้นและการรักษาที่มีผลเพาะเชื้อ และความไวของเชื้อต่อยา แต่ต้องอาศัยระยะเวลาหลายวัน ดังนั้นจึงต้องทำการตัดสินใจรักษาเบื้องต้นแบบ Empirical โดยเลือกยาต้านจุลชีพที่สามารถครอบคลุมเชื้อที่น่าจะเป็นสาเหตุได้มากที่สุด
 



-   โรคปอดอักเสบชุมชน (Community-acquired pneumonia : CAP)
          
           เชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ Streptococcus pneumoniae (S. pneumoniae) และ Haemophilus influenzae (H. influenzae) ซึ่งการรักษานั้น สามารถใช้ยาในกลุ่ม Respiratory Fluoroquinolones (Moxifloxacin , Gemifloxacin , Levofloxacin) หรือ ยาในกลุ่ม Beta-lactam + Macrolide แต่จากงานวิจัยฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุใน CAP พบว่า เชื้อที่เป็นสาเหตุของ CAP ในประเทศไทยนั้นอาจแตกต่างไปจากต่างประเทศได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งระบาดของ Burkholderia pseudomallei (B. pseudomallei ) ซึ่งก่อโรค Melioidosis ดังนั้นตามแนวทางของต่างประเทศที่แนะนำให้เลือกใช้ Ceftriaxone หรือ Cefotaxime เป็นอันดับแรกอาจจะยังไม่ครอบคลุมเชื้อดังกล่าว 

-   โรคปอดอักเสบจากโรงพยาบาล (Hospital -acquired pneumonia : HAP)
            แนวทางการรักษาการติดเชื้อในโรงพยาบาลจะต้องคำนึงถึงเชื้อที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพหลายกลุ่ม (MDR) ด้วยไม่ว่าจะเป็นแกรมบวกหรือลบ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย หรือ อาจพิจารณาจากระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล หาก < 5 วัน โดยมากจะเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในทางเดินหายใจของผู้ป่วยเอง อาจมีการดื้อยาไม่รุนแรง ยาต้านจุลชีพที่เลือกใช้ จำพวก Ceftriaxone , Respiratory Fluoroquinolones ,Ampicillin/sulbactam , Ertapenem เป็นต้น แต่หากผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลนานเกิน 5 วัน ก็จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยาสูง กว่า ยาต้านจุลชีพจึงต้องครอบคลุมเชื้อหลายชนิด จึงแนะนำการรักษาแบบ Combination therapy เช่น Antipseudomonal cephalosporin (Cefepime,Ceftazidime) หรือ Antipseudomonal carbapenem (Imipenem ,Meropenem) หรือ Beta-lactam/Beta-lactamase inhibitor (Piperacillin/tazobactam) ร่วมกับ Antipseudomonal Fluoroquinolones (Ciprofloxacin,Levofloxacin) หรือ Aminoglycosides (gentamicin , Amikacin) นอกจากนี้หากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ MRSA ก็พิจารณา Vancomycin หรือ Linezolid ร่วมด้วย


ระบบทางเดินหายใจส่วนบน 

5. คอหอยอักเสบ (Pharyngitis)

           สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อ Streptococcus pyogenes หรือ group A beta-hemolytic streptococcus ซึ่งในปัจจุบันอุบัติการณ์การดื้อยา Penicillin ค่อนข้างน้อย ดังนั้นยาที่แนะนำให้ใช้เป็นอันดับแรกยังคงเป็น Penicillin แต่สำหรับผู้ที่กลับเป็นซ้ำบ่อยๆ อาจมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาตัวนี้ได้สูง อาจพิจารณายากลุ่มอื่นแทน เช่น Clindamycin หรือ Amoxycillin/clavulanic acid

6. โรคไซนัสอักเสบ (Rhinosinusitis)

            การรักษานั้นต้องใช้ยาที่ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุหลัก คือ  S. pneumoniae , H. influenzae, S.viridian,M.catarrhalis โดยยาที่สมควรเลือกใช้นั่นคือ Amoxycillin ในขนาดสูง ส่วน  Amoxycillin/clavulanic acid จะใช้ในกรณีที่มีการดื้อของ H. influenzae ซึ่งเกิดได้ถึง 20-80% ทั้งนี้ก็ต้องดูที่ความเสี่ยงของผู้ป่วยด้วย เช่น มีประวัติได้รับยากลุ่ม beta-lactam บ่อยๆ หรือเพิ่งออกจากการนอนโรงพยาบาลไม่เกิน 90 วัน แต่ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นชนิดเรื้อรัง มักเป็นการติดเชื้อหลายชนิด อาจต้องใช้ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์กว้าง และควรใช้ 2 ชนิดร่วมกัน โดยมีชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนด้วย 

7.หุชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)

             เชื้อสาเหตุหลักที่พบมากที่สุดนั่นคือ S. pneumoniae รองลงมาคือ H. influenzae และ M.catarrhalis การรักษานั้นต้องดูที่ปัจจัยเสี่ยง หากผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการดื้อยา เช่น เพิ่งเป็นครั้งแรก อายุมากกว่า 2 ปี เป็นต้น ควรพิจารณา Amoxycillin ขนาดปกติ (50 mg/kg/day)ก็ได้ แต่หากมีความเสี่ยงต่อการดื้อสูง เช่น อายุน้อยกว่า 2 ปี หรือเคยได้รับยาต้านจุลชีพมาก่อนหลายครั้ง หรืออยู่ในพื้นที่ที่ดื้อยามาก ควรใช้ขนาดสูง (80-90 mg/kg/day) แต่หากมีประวัติแพ้กลุ่ม Penicillin แบบไม่รุนแรงก็อาจเลี่ยงไปใช้ ยาพวก cephalosporin ได้ แต่หากแพ้รุนแรงก็พิจารณากลุ่ม macrilides แทน


ะบบผิวหนังและเนื้อเยื่อ 
 
8. โรคพุพอง (Impetigo)

              การติดเชื้อบริเวณผิวหนังชั้นบน มักเกิดในเด็ก แพร่กระจายเร็ว เชื้อสาเหตุมักมาจาก beta-hemolytic streptococci หรือ s. aureus สำหรับการรักษาจะแนะนำให้ใช้ยากลุ่ม Penicillinase resistant penicillins (dicloxacillin) หรือ first generation cephalosporins (Cephalexin) 

9. โรคไฟลามทุ่ง (Erysipelas) 


              การติดเชื้อที่ลึกไปถึงชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน เชื้อก่อโรคมักเป็นพวก s. pyogenes ดังนั้น Penicillin จึงเป็นยาที่ควรเลือกเป็นลำดับแรก แต่หากสงสัยมีการติด s. aureus ก็อาจพิจารณาเป็น Penicillinase resistant penicillins (dicloxacillin)ได้ สำหรับผู้ที่แพ้ยากลุ่ม penicillin ก็อาจใช้ Macrolide หรือ Clindamycin แทนได้

10 . เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis) 

              การติดเชื้อที่ชั้นหนังกำพร้าหรือหนังแท้  เชื้อส่วนใหญ่คือ s. pyogenes จะพบ s. aureus ได้น้อย แต่อย่างไรก็ตามยังแนะนำให้ใช้ยาที่ครอบคลุมเชื้อดังกล่าวด้วย ได้แก่ Dicloxacillin , Cephalexin , Clindamycin หรือ Erythromycin 










เรียบเรียงโดย ภญ.พัชราภรณ์ นัยโกวิทขจร


Reference

1.  ณัฐาศิริ ฐานะวุฑฒ์ และคณะ.(2555).Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy 2011.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด
2.  โพยมวงศ์ภูวรักษ์ และคณะ.(2555).Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy 2012.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด
3.  http://www.learners.in.th/blogs/posts/252488
4.  http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=348
5.  http://www.adhb.govt.nz/newborn/teachingresources/dermatology   /infectivelesions.htm
6.  http://en.wikipedia.org/wiki/File:Cellulitis_Left_Leg.JPG
7. http://www.skinatlas.com/erysipelas/erysipelas1.htm

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

ปัญหาเชื้อดื้อยา




ปัญหาเชื้อดื้อยา

เชื้อแบคทีเรีย อีโคไล     โรคติดเชื้อเป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย มาตรการในการจัดการกับโรคติดเชื้อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึง มาตรการอย่างหนึ่งคือ การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม หากเกิดการใช้ยาไม่เหมาะสม ได้แก่ การใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ การเลือกใช้ยาไม่เหมาะสม การหยุดใช้ยาก่อนเวลาอันสมควร การบริหารยาไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การที่เชื้อจุลชีพจะดื้อต่อยา ส่งผลให้ยาที่เคยใช้ไม่ได้ผล ต้องอาศัยยารุ่นใหม่ๆ ที่ราคาสูง หรือการรักษาล้มเหลว ตลอดจนอัตราการนอนโรงพยาบาลนานขึ้นหรืออัตราการตายสูงขึ้น ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันของทั่วทุกโรงพยาบาล 





   การที่จะสามารถทำให้เกิดการใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมนั้น ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อ กลไกการดื้อยาและยาต้านจุลชีพที่มีในปัจจุบัน ทั้งนี้ต้องมีการติดตามความรู้ที่ทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ที่จะนำไปใช้ในโรคติดเชื้อนั้นๆ ได้

   ประเด็นสำคัญในปัจจุบันที่เกี่ยวกับโรคติดเชื้อนั่นก็คือ อุบัติการณ์การดื้อยาของเชื้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบว่าเชื้อมีการดื้อต่อยาต้านจุลชีพหลายชนิดได้ หรือที่เรียกว่า Multidrug-resistant (MDR) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตราย
                
                 
   เชื้อดื้อยาส่วนใหญ่ที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
   1. เชื้อแกรมลบ คือ Pseudomonas aeruginosa (P. aeruginosa) , Acinetobacter baumannii (A. baumannii) และ extended-spectrum beta-lactamase-producing Escherichia coli และ Klebsiella pneumoniae (ESBL-EC/KP)
   2. เชื้อแกรมบวก คือ Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) และ Vancomycin-resistant enterococci (VRE)
   
    พบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเชื้อมีความไวต่อยาต้านจุลชีพที่เป็นยาหลักในการรักษาลดลง การเลือกใช้ยาต้านจุลชีพแบบ Empirical ก็ทำได้ยามากขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคสูง ดังนั้นการเข้าใจถึงกลไกการดื้อยาจึงมีความสำคัญที่จะสามารถช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมได้มากขึ้น
              
    กลไกการดื้อยาของเชื้อนั้นมีหลายประเภท คือ
  1. การผลิต Beta-lactamase ซึ่งเชื้อผลิตขึ้นมาทำลายโครงสร้างของยากลุ่ม Beta-lactam ทำให้ยาหมดฤทธิ์ลง
  2. การสร้าง Efflux pump เพื่อปั๊มยาออกจากเซลล์ของเชื้อ ยาไม่สามารถออกฤทธิ์ได้
  3. การเปลี่ยนแปลงเยื่อหุ้มเซลล์ด้านนอก โดยปกติแล้วเชื้อแบคทีเรียแกรมลบจะมีช่องที่เรียกว่า Porin ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งยาต้านจุลชีพจะอาศัยช่องทางนี้ในการเข้าใปจัดการกับเชื้อ แต่หากเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงการสร้างช่องนี้ให้ลดลง ยาจะเข้าได้น้อยลงด้วยเช่นกัน
                 
    นอกจากกลไกหลักทั้ง 3 แล้ว ยังมีกลไกอื่นๆอีก เช่น การสร้างเอนไซม์มาทำลายยาบางกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงยีน การเปลี่ยนแปลงโปรตีนของเยื่อหุ้มเซลล์ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตำแหน่งที่ยาเข้าจับ เป็นต้น

                
    พอจะทราบกลไกของการดื้อยาคร่าวๆกันแล้วนะคะ เดี๋ยวตอนหน้าเรามาดูกันซิว่า ยาชนิดใดที่มีในปัจจุบันยังมีความไวต่อโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยๆ กันบ้าง



                                                                                            เรียบเรียงโดย ภญ.พัชราภรณ์ นัยโกวิทขจร


Reference

1. ณัฐาศิริ ฐานะวุฑฒ์ และคณะ.(2555).Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy 2011.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด
2. โพยมวงศ์ภูวรักษ์ และคณะ.(2555).Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy 2012.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด
3. http://www.kapookya.com/article_detail.php?id=53
4. http://health.kapook.com/view26932.html
           
        
 




วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

โรคพิษสุนัขบ้า






วันนี้ทีมงาน PTC ได้นำความรู้เกี่ยวกับ "โรคพิษสุนัขบ้า" มาฝากกันค่ะ


     ช่วงนี้เข้าใกล้หน้าร้อนเต็มที โรคที่มักมากับหน้านี้โรคหนึ่ง นั่นก็คือ โรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้าหรือที่รู้จักกันในชื่อ โรคกลัวน้ำ  เป็นโรคติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจาก Rabie virus ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่ใช่แค่สุนัขเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ลิง แมว หนู เป็นต้น

     ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาโรคนี้ได้ จะมีก็แต่เพียงการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน  วัคซีนนี้ผลิตจากเชื้อ Rabie virus ที่ตายแล้ว นำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อชนิดนี้ 

     การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบ่งได้ 2 ประเภท

1. การฉีดวัคซีนก่อนการสัมผัสสัตว์ (Prophylaxis) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการโดนสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า   
  •  ฉีด 3 ครั้ง นั่นคือ วันที่ 0 ,7 และ 21 หรือ 28 
  •  อาจฉีดกระตุ้นได้อีกใน 1 ปี

2. การฉีดวัคซีนหลังสัมผัสสัตว์
  •  ไม่มีแผลหรือรอยถลอก(ยกเว้นน้ำลายหรือเลือดของสัตว์กระเด็นเข้าตาหรือปาก)ไม่ต้องฉีดวัคซีน
  •  จะฉีดวัคซีนในกรณีที่
-   ถูกงับเป็นรอยช้ำแต่ไม่มีเลือดออก
-   ถูกเลียหรือน้ำลายถูกผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือมีแผล
-   ถูกข่วนที่ผิวหนัง ไม่มีเลือดออกหรือออกซิบๆ
-   ถูกกัดหรือข่วนเป็นแผลและมีเลือดออก
-   น้ำลายหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ ถูกเยื่อบุตา ปาก จมูกหรือแผลตามผิวหนัง

     โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ นั่นคือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM) และฉีดเข้าในผิวหนัง (ID)


หากไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนหรือฉีดแล้วแต่น้อยกว่า 3 เข็ม

  • IM 5 ครั้ง ในวันที่ 0,3,7,14,28
  • ID 4 ครั้ง ในวันที่ 0,3,7,28 โดยแต่ละครั้งจะฉีด 2 จุด จุดละ 0.1 ml

      นอกจากนี้ผู้ที่ถูกกัดหรือข่วนเป็นแผลจนมีเลือดออก หรือถูกกัดเป็นแผลที่ใบหน้า ศีรษะ คอ มือและนิ้วมือ หรือมีแผลลึก ฉีกขาดมากต้องได้รับการฉีด Immunoglobulin โดยเร็วที่สุด โดยฉีดรอบแผลร่วมกับการฉีดวัคซีนในวันที่ 0 เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสติดเชื้อได้สูง


สำหรับผู้ที่น้ำลายหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ ถูกเยื่อบุตา ปาก จมูกหรือแผลตามผิวหนัง
  • ฉีดแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม โดยเข็มสุดท้ายผ่านมาไม่เกิน 6 เดือน  จะฉีดกระตุ้นอีกเพียง 1 ครั้งในวันที่ 0
  • ฉีดแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม โดยเข็มสุดท้ายผ่านมาเกิน 6 เดือน  จะฉีดกระตุ้นอีกเพียง 2 ครั้งในวันที่ 0,3
หากลืมฉีดวัคซีนตามกำหนด จะเป็นไรไหม????
       หากลืมหรือไม่สามารถมาฉีดวัคซีนตามกำหนดได้ควรรีบมาแีดต่อให้เร็วที่สุด โดยหากฉีดล่าช้าเพียง 2-3 วัน ไม่มีปัญหาแต่หากนานกว่านั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

ในหญิงตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนป้องกันพิาสุนัขบ้าได้หรือไม่
      เนื่องจากเป็นเชื้อตาย จึงไม่ได้มีข้อห้ามในการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ immunoglobulin ก็เช่นกัน