วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

ปัญหาเชื้อดื้อยา




ปัญหาเชื้อดื้อยา

เชื้อแบคทีเรีย อีโคไล     โรคติดเชื้อเป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย มาตรการในการจัดการกับโรคติดเชื้อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึง มาตรการอย่างหนึ่งคือ การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม หากเกิดการใช้ยาไม่เหมาะสม ได้แก่ การใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ การเลือกใช้ยาไม่เหมาะสม การหยุดใช้ยาก่อนเวลาอันสมควร การบริหารยาไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การที่เชื้อจุลชีพจะดื้อต่อยา ส่งผลให้ยาที่เคยใช้ไม่ได้ผล ต้องอาศัยยารุ่นใหม่ๆ ที่ราคาสูง หรือการรักษาล้มเหลว ตลอดจนอัตราการนอนโรงพยาบาลนานขึ้นหรืออัตราการตายสูงขึ้น ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันของทั่วทุกโรงพยาบาล 





   การที่จะสามารถทำให้เกิดการใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมนั้น ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อ กลไกการดื้อยาและยาต้านจุลชีพที่มีในปัจจุบัน ทั้งนี้ต้องมีการติดตามความรู้ที่ทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ที่จะนำไปใช้ในโรคติดเชื้อนั้นๆ ได้

   ประเด็นสำคัญในปัจจุบันที่เกี่ยวกับโรคติดเชื้อนั่นก็คือ อุบัติการณ์การดื้อยาของเชื้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังพบว่าเชื้อมีการดื้อต่อยาต้านจุลชีพหลายชนิดได้ หรือที่เรียกว่า Multidrug-resistant (MDR) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตราย
                
                 
   เชื้อดื้อยาส่วนใหญ่ที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
   1. เชื้อแกรมลบ คือ Pseudomonas aeruginosa (P. aeruginosa) , Acinetobacter baumannii (A. baumannii) และ extended-spectrum beta-lactamase-producing Escherichia coli และ Klebsiella pneumoniae (ESBL-EC/KP)
   2. เชื้อแกรมบวก คือ Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) และ Vancomycin-resistant enterococci (VRE)
   
    พบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเชื้อมีความไวต่อยาต้านจุลชีพที่เป็นยาหลักในการรักษาลดลง การเลือกใช้ยาต้านจุลชีพแบบ Empirical ก็ทำได้ยามากขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคสูง ดังนั้นการเข้าใจถึงกลไกการดื้อยาจึงมีความสำคัญที่จะสามารถช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมได้มากขึ้น
              
    กลไกการดื้อยาของเชื้อนั้นมีหลายประเภท คือ
  1. การผลิต Beta-lactamase ซึ่งเชื้อผลิตขึ้นมาทำลายโครงสร้างของยากลุ่ม Beta-lactam ทำให้ยาหมดฤทธิ์ลง
  2. การสร้าง Efflux pump เพื่อปั๊มยาออกจากเซลล์ของเชื้อ ยาไม่สามารถออกฤทธิ์ได้
  3. การเปลี่ยนแปลงเยื่อหุ้มเซลล์ด้านนอก โดยปกติแล้วเชื้อแบคทีเรียแกรมลบจะมีช่องที่เรียกว่า Porin ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งยาต้านจุลชีพจะอาศัยช่องทางนี้ในการเข้าใปจัดการกับเชื้อ แต่หากเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงการสร้างช่องนี้ให้ลดลง ยาจะเข้าได้น้อยลงด้วยเช่นกัน
                 
    นอกจากกลไกหลักทั้ง 3 แล้ว ยังมีกลไกอื่นๆอีก เช่น การสร้างเอนไซม์มาทำลายยาบางกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงยีน การเปลี่ยนแปลงโปรตีนของเยื่อหุ้มเซลล์ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตำแหน่งที่ยาเข้าจับ เป็นต้น

                
    พอจะทราบกลไกของการดื้อยาคร่าวๆกันแล้วนะคะ เดี๋ยวตอนหน้าเรามาดูกันซิว่า ยาชนิดใดที่มีในปัจจุบันยังมีความไวต่อโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยๆ กันบ้าง



                                                                                            เรียบเรียงโดย ภญ.พัชราภรณ์ นัยโกวิทขจร


Reference

1. ณัฐาศิริ ฐานะวุฑฒ์ และคณะ.(2555).Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy 2011.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด
2. โพยมวงศ์ภูวรักษ์ และคณะ.(2555).Trends in Infectious Disease Pharmacotherapy 2012.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพฯ:บริษัท ประชาชน จำกัด
3. http://www.kapookya.com/article_detail.php?id=53
4. http://health.kapook.com/view26932.html
           
        
 




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น